รีวิวหนัง ดูหนังออนไลน์ MIDSOMMAR : เทศกาลสยอง

รีวิว MIDSOMMAR: เทศกาลสยอง เรื่อง Hereditary บอกเล่าเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งที่สูญเสียลูกคนหนึ่งไปอย่างน่าสลดสยดสยอง แต่สิ่งที่ตามมาหลอกหลอนผู้เป็นแม่และทุกคนในครอบครัวนั้นน่าสยดสยองยิ่งกว่า โดยบรรยากาศของเรื่องนี้จะดาร์ก ๆ หม่น ๆ และชวนสยองขวัญอย่างชัดเจน

ส่วน Midsommar สร้างบรรยากาศที่แตกต่างออกไป หนังเล่าเรื่องของ Dani (Florence Pugh จาก Fighting with My Family) ที่เพิ่งสูญเสียสมาชิกในครอบครัวไป และขอติดตามแฟนหนุ่มของเธอ Christian (Jack Reynor จาก Sing Street) ร่วมด้วยเพื่อน ๆ ในกลุ่ม ได้แก่ Pelle (Vilhelm Blomgren), Josh (William Jackson Harper), และ Mark (Will Poulter จาก The Maze Runner) ไปสวีเดนด้วย

จุดประสงค์หลักของทริปนี้คือ พวกหนุ่ม ๆ ไปเพื่อหาข้อมูลทำธีสีส (thesis)ปริญญาโท ที่ชุมชน Hårga ซึ่งเป็นบ้านของ Pelle และกำลังจะมีเทศกาลพิเศษที่จัดทุก ๆ 90 ปีด้วยพอดี โดยไม่มีใครคาดฝันว่าจะได้เจอกับประสบการณ์สยดสยอง 20+ (ชนิดแบบต้องตรวจบัตรประชาชน) ซึ่งแตกต่างกับบรรยากาศที่สว่างสดใสโดยสิ้นเชิง

ส่วนประเด็นหลัก ๆ ของหนังสยองขวัญเรื่องนี้ก็คือ “ความรัก/ความสัมพันธ์” โดยเริ่มเรื่องเราจะเห็นได้ว่า Dani กับ Christian ระหองระแหงกันและใกล้จะเลิกกันเต็มแก่ แต่เกิดโศกนาฏกรรมในครอบครัวของ Dani ขึ้นก่อน ทำให้ Christian ไม่สามารถบอกเลิกกับ Dani ได้ และจำต้องให้เธอไปสวีเดนด้วย

การสูญเสียครอบครัวทำให้ Dani กลายเป็นตัวคนเดียว และ Christian ก็ไม่สามารถทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นหรือ “feel like home” ด้วยได้ เพราะ Christian เป็นแฟนที่ดูไม่ค่อยเอาใจใส่ แม้แต่วันเกิดของแฟนก็ลืม หรือจำนวนปีที่คบหากันมาก็จำไม่ได้ เพื่อน ๆ ของ Christian โดยเฉพาะ Mark ก็ดูไม่ค่อยต้อนรับเธอ เธอรู้สึกเป็นคนนอกเมื่ออยู่กับ Christian และกลุ่มเพื่อนของเขา จะมีก็แต่ Pelle ที่พอจะเป็นมิตรกับเธอบ้าง

ที่ชุมชน Hårga ของ Pelle ทุกคนอยู่กันเหมือนครอบครัว แชร์กันทุกอย่าง ตั้งแต่ที่พักอาศัย อาหาร จนไปถึงอารมณ์ความรู้สึก เช่น ถ้าคนนึงเศร้า คนอื่น ๆ ก็จะมาสุมหัวกันร้องไห้ตามกันไปด้วย ซึ่ง Dani ไม่เคยมีใครสนใจความรู้สึกของเธอแบบนี้มาก่อน ไม่ว่าจะจากครอบครัวหรือจากคนรักของเธอ

นอกจากนี้ ชุมชน Hårga จะมีขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมในแบบฉบับของเขา เช่น ชีวิตของคนในชุมชน Hårga ใน 1 วัฏจักรถูกแบ่งออกเป็น 4 ฤดู ฤดูละ 18 ปี คือ spring (แรกเกิด-18 ปี), summer (อายุ 18-36 ปี), fall (36-54 ปี), และ winter (54-72 ปี) ซึ่งฤดูหรืออายุของพวกเขาจะเป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตของพวกเขาด้วย

เราจะได้ติดตามชีวิตของประชากรชุมชนนี้ผ่านมุมมองของกลุ่มตัวละครหลักซึ่งเป็นคนนอกของชุมชน ส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกันและอังกฤษ พวกเขาเหล่านี้เป็นเสมือนตัวแทนของคนดูอย่างเรา คือเดินเข้าไปงง ๆ ใช้ชีวิตแต่ละวันที่ชุมชนนั้นอย่างงง ๆ เป็นวัน ๆ ไป อยู่แบบไม่รู้อะไรเลยว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น

สำหรับคนเมืองแต่กำเนิดอย่างพวกเรา ย่อมตัดสินตั้งแต่ต้นอยู่แล้วว่า ชุมชน Hårga มีธรรมเนียมที่วิปริตวิปลาศและไร้อารยธรรม แต่ถ้ามองจากมุมของเขา เขาก็อาจจะมองว่าวิถีชีวิตคนเมืองอย่างเรา ๆ มันโหดร้ายยิ่งกว่าของเขาก็ได้ หรือถ้าจะมองในแง่มุมดี ๆ ชาว Hårgan ก็ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง และช่วยควบคุมจำนวนประชากร ทั้งปริมาณและคุณภาพ

ความหายนะของชาวต่างถิ่นในเรื่องค่อย ๆ บังเกิดขึ้นเมื่อเริ่มลบหลู่ รุกล้ำ และล้ำเส้นขนบของชาว Hårgan (จริง ๆ ต่อให้มาอยู่เฉย ๆ สุดท้ายก็คงไม่รอดจากหายนะอยู่ดี) เช่น ตัวละคร Mark เป็นคนที่พูดจาไม่ค่อยเข้าหูคนและไม่รู้จักกาลเทศะ คิดจะทำคิดจะพูดอะไรตามใจฉัน แถมยังหมกหมุ่นกับเรื่องผู้หญิง ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็เจอของดีเข้าให้ อย่างไรก็ตาม Mark เนี่ยเป็นตัวละครสร้างสีสันตัวหนึ่งของเรื่องเลย แค่เขาอ้าปากพูดทีไร ก็ทำให้คนในโรงขำได้แทบทุกที (นึกถึงสมัย Will เล่น Narnia เมื่อเก้าปีที่แล้ว)

แน่นอนว่า เราเตรียมใจกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชุมชนนั้นไว้มากกว่าตัวละครหลักในหนังอยู่แล้ว เพราะเรารู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าจะมีฉาก 20+ ไม่ว่าจะฉากเซ็กส์ ฉากโป๊เปลือย ฉากเละ ๆ เหวอะ ๆ หรือฉากรุนแรงต่าง ๆ เราก็แค่รอเวลาว่าฉากแบบนั้นมันจะโผล่มาให้เห็นเมื่อไหร่

แต่ถึงแม้จะทำใจมาระดับหนึ่งแล้ว ฉากเหล่านั้นมันก็ไม่ได้มีมาถี่ ๆ จนประสาทกิน และก็รู้สึกว่าภาพไม่ติดตาเท่ากับจากเรื่อง Suspiria แต่แต่ละฉาก 20+ ของ Midsommar ก็ทำเราหน้าเหยเก อึดอัด กระอักกระอ่วน และหายใจไม่ทั่วท้องอยู่ไม่น้อย ดูไปก็ร้องยี้ ไปเช่นกัน

Ari Aster ผู้อยู่เบื้องหลังความขวัญผวาทั้งหลายทั้งปวง ใน Midsommar เค้ามีความตั้งใจอยากจะให้คนดูมีความอยากรู้อยากเห็น เหวอแดก และสับสน มึนงงกับหนัง คาดเดาไม่ได้ ซึ่งเราคิดว่าเค้าทำสำเร็จ เช่นเดียวกับที่เค้าสร้างความสยดสยองในรูปแบบใหม่สำเร็จด้วย ต้องขอชื่นชมความทะเยอทะยานในการทำหนังของ Ari Aster ในส่วนของการสร้างบรรยากาศของหนัง และงานภาพในหนังก็สวยมากจริง ๆุ

เรามีความเข้าใจเกี่ยวกับหนังมันน้อยไป จับต้องสิ่งที่เค้าต้องการจะสื่อได้อย่างเบาบาง เก๊ตแค่ประเด็นหลัก ๆ คือเรื่องของความสัมพันธ์ แต่หนังมันจะมีสัญลักษณ์แฝงในรูปวาดหรืองานศิลปะในหนังด้วย ซึ่งมันไม่ง่ายเลยในการตีความ

และต้องบอกว่าหนังแนว Midsommar โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของหนัง ที่ผสมกับลัทธิใดใด เช่น Suspiria หรือ Mother! ไม่ใช่หนังใน type ของเราสักเท่าไหร่ ยังดีที่ Midsommar มีส่วนช่วยเบาสมองอยู่บ้างเล็กน้อย จึงไม่หนักเท่า Suspiria และ Mother!