รีวิวหนัง: Ad Astra ภารกิจตะลุยดาว ปรัชญาเนปจูน

รีวิวหนัง: Ad Astra ภารกิจตะลุยดาว ปรัชญาเนปจูน ผ่านไปนานสักพักใหญ่แล้วนะครับเนี่ย ที่เราไม่ได้เจอหนังที่พาเราออกไปนอกอวกาศ มีแต่ฉากในอวกาศให้เห็นกันเกือบเต็มเรื่อง จนได้มาเจอกับเรื่องนี้ ภารกิจตะลุยดาว หรือ Ad Astra หนังไซไฟอวกาศอารมณ์ดราม่าจาก James Gray

เขาคือชายผู้เกือบมีหนังเข้ามาฉายในบ้านเราเรื่อง The Lost City of Z ก่อนที่จะถูกยกเลิกโปรแกรมไป ครั้งนี้ เขาหันมาจับมาเรื่องราวดราม่าของนักบินอวกาศผู้ที่ต้องเดินทางออกไปเพื่อแก้ไขบางสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพ่อของตน

เรื่องย่อหนัง ‘Ad Astra’

รอย (Brad Pitt จาก World War Z และ Once Upon a Time in Hollywood) คือ นักบินอวกาศผู้ทีมีความมั่นคงทางจิตใจสูงมาก เขาผ่านด่านการทดสอบจิตใจทุกครั้งในทุกภารกิจ ทั้งที่ความจริงแล้ว เขาเป็นคนที่สภาพจิตใจดูไม่ปกติเอามากๆ เขาคือคนที่สูญเสียพ่อ (Tommy Lee Jones จาก Men in Black 1-2-3 และ JFK) ไปนานแล้วในภารกิจที่อยู่ไกลโลกเป็นพันล้านไมล์ ทั้งชีวิตคู่ที่ดูห่างเหินกับอีฟ (Liv Tyler จาก Armageddon) หญิงที่รัก

เหตุความเสียหายที่ไม่รู้ที่มาบนโลกมนุษย์อันเกี่ยวเนื่องกับโครงลิม่าที่ตั้งอยู่ ณ ดาวเนปจูน ทำให้เขาต้องเดินทางไปยังดาวอังคารเพื่อติดต่อสื่อสารกับโครงการลิม่า โครงการที่มีเป้าหมายเพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตชั้นสูงนอกโลก โครงการที่เขาคุ้นเคยที่สุดเพราะพ่อของเขาคือหัวหน้าโครงการ

การขาดหายซึ่งการติดต่อไปเนิ่นนาน จนเขาเองก็ไม่คิดว่าพ่อจะยังมีชีวิตอยู่ ทำให้เขาเลือกที่จะไป ด้วยข้อมูลลับที่ราวกับจะเป็นไปได้สูงว่าพ่อเขายังคงมีชีวิตอยู่

แรกเริ่มเดิมทีก็ไม่ได้คาดหวังว่าหนังจะออกมาทางดราม่า ด้วยตัวอย่างหนังออกจะชวนให้คิดไปในทางแอ็กชันไซไฟเสียมากกว่า แต่เมื่อได้ข้อมูลมาว่า เรื่องนี้เน้นดราม่าปรัชญาจึงได้เปลี่ยนความคาดหวัง และอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไม่รู้สึกผิดหวังไปกับหนังเรื่องนี้ แถมยังรู้สึกดีกับหนังเสียอีกด้วย
สำรวจสภาพจิตใจของรอย

หนังเริ่มเรื่องด้วยการสำรวจตรวจสอบภาวะจิตใจของนักบินอวกาศ และภารกิจเหนือพื้นโลกบนสถานีอวกาศที่ใหญ่กว่าที่เห็นปัจจุบันอยู่มากโข บอกเป็นนัยๆ ว่าเรื่องราวในหนังนั้นเป็นอนาคตที่ไกลอยู่พอควร ทั้งโลกก็ก้าวไปถึงการสามารถตั้งอาณานิคมบนดวงจันทร์ บนดาวอังคาร ทั้งยังไปไกลถึงดาวเนปจูนกับโครงการค้นหาสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญาบนดาวดวงอื่นนอกเหนือจากโลก

หนังทำให้เราได้เห็นสภาพจิตใจของรอยที่ตัดขาดจากทุกสิ่ง มุ่งมั่นจะเป็นนักบินอวกาศที่ยอดเยี่ยม เก่งกาจ ไร้ที่ติ สภาพจิตที่คงที่แปลว่าจะทำงานได้ในทุกสภาวะ ไปๆ มาๆ มันบอกได้แบบคร่าวๆ ง่ายๆ ว่า

ภารกิจที่เขาได้รับนั้นจะค่อยๆ ทำให้เขาได้เห็นสภาพจิตใจของตนเอง ว่าได้ละทิ้งสิ่งใดไป หรือจริงๆ แล้วก็เพียงแค่วางกองไว้เบื้องหลังแต่ลากมันไปด้วยเสมอ บทสรุปของหนังจะบอกให้เราได้รู้เองว่า รอยในวินาทีแรก กับวินาทีสุดท้ายนั้นต่างกันอย่างไร
งานภาพคือดี ดนตรีคืองาม

การได้เห็นฉากในอวกาศอีกครั้งคือความสุขอย่างหนึ่งของคนชอบดูหนังไซไฟอวกาศ ‘ภารกิจตะลุยดาว’ สร้างสรรค์ภาพด้วยซีจีที่โคตรเนียนแม้เมื่อมองด้วยจอยักษ์ระดับ IMAX ผสานกับดนตรีประกอบที่สื่อสารความเวิ้งว้างของอวกาศ และความว่างเปล่าในจิตใจมนุษย์ได้ดิบดี

บางส่วนก็เป็นออร์เคสตร้า บางส่วนก็เป็นดนตรีสังเคราะห์ เสียงดังออกมาผ่านลำโพงของโรง IMAX คือ ความอิ่มที่ลงตัวเข้ากันได้ดี

มุมมองของภาพมันมีความเท่ปะปนอยู่ในนั้น จนดูเป็นงานอาร์ตไปเสียด้วยซ้ำ ทั้งการใช้สีและแสง งานอาร์ตไดเรกชันที่อาจจะไม่พบในหนังอวกาศเรื่องอื่น รวมไปถึงการใช้ภาพเล่าเรื่องที่ทำให้เราต้องให้ความสนใจทั้งตัวคนที่เด่นชัดตรงหน้า กับสิ่งเบลอๆ เบื้องหลังที่ชักชวนให้เหลือบไปมองเผื่อว่าจะเจออะไรโผล่เข้ามา
แบรด พิตต์ เอาอยู่

เรื่องราวชวนเคลือบแคลงที่รวมหลายสิ่งหลายอย่างเคล้าคนเข้าด้วยกัน เรื่องของนักบินอวกาศหนุ่มผู้ตัดขาดทุกสิ่ง หมางเมินไม่รักไม่ใยดีต่อแฟนสาว มุ่งหน้าสู่อวกาศทั้งที่อาจเพียงเพื่อหลีกหนี ไปๆ มาๆ มันก็มิต่างอะไรกับความคิดของพ่อต

เรื่องราวของมนุษย์ที่ดำเนินชีวิตอยู่ความหลอกลวง ทั้งหลอกตัวเองเพื่อจะได้อยู่ในจุดที่มุ่งหวัง หรือทั้งหลอกคนอื่นเพื่อให้สัมฤทธิ์ผลบางอย่างที่ต้องการ

แบรด พิตต์ จะเป็นทั้งคนที่เย็นชาไร้หัวใจ เริ่มต้นด้วยการเป็นคนที่โง่เพราะไม่รู้อะไร ก่อนจะกลายเป็นคนฉลาดยิ่งขึ้นเมื่อมีข้อมูลเพิ่มเติมเข้ามาในหัว ความเก่งกาจของเขาที่สามารถทำอะไรได้หลายอย่าง การขับยานเดินทางไกล การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ภารกิจบางอย่างต้องอาศัยความหลากหลายทางความรู้และดูจะมีเพียงรอยที่เก่งได้ขนาดนี้

ตัวหนังเดินอย่างเรียบช้า ไม่ต่างอะไรกับอวกาศอันเคว้งคว้าง ไร้ซึ่งอากาศก็ทำให้ไร้ซึ่งเสียงไปด้วย ฉากแอ็กชันที่ชวนตื่นตานั้นก็นับว่าพอมีบ้าง แต่ไม่ได้มากมายนักเท่าที่คนหวังจะได้พบ หากเมื่อเราตั้งลำไว้แต่ต้นแล้วว่าจะมาดูอะไร หนังจึงไม่ได้สร้างความน่าเบื่อให้กับเราแต่อย่างใด

บางคนอาจะมองว่าหนังมีความติสต์ แท้จริงมันก็ไม่ได้ติสต์อะไรอย่างเขาว่า เพียงหนังไม่ได้เดินอย่างตื่นตา และหนังเน้นหนักในด้านดราม่า สวมใส่ปรัชญาความคิด หนังจึงอาจจะไม่ได้เข้าหาผู้คนส่วนใหญ่ให้มากนัก

สิ่งที่รู้สึกได้ คือแม้หนังจะดำเนินให้เรื่องราวมันดูสมจริงที่สุด หากความสมเหตุสมผลบางอย่างก็อาจหดหายไปบ้าง บางทีระหว่างดูอาจไม่ทันฉุกคิด พอมาฟังจากหลายคนแล้วจึงได้มองเห็น